World Saha Fashion Co.,Ltd

“สนามประลองแห่งใหม่ของ WORLD ก็คือประเทศไทย !!”

‘WORLD’ ผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ซึ่งมีแบรนด์ในมือมากกว่า 60 แบรนด์ด้วยกัน ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในปี 2016 โดยเน้นฐานการผลิตจากในประเทศ แบรนด์ที่เลือกมาคราวนั้นก็คือ ‘TAKEO KIKUCHI’ ของดีไซน์เนอร์ผู้นำในเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้าของผู้ชาย ทาเคโอะ คิคุจิ นั่นเอง
ในคราวนี้ขอแนะนำบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงประจำประเทศไทย คุณคิมุระ ฮิเดโอะ

World Saha Fashion Co.,Ltd

Managing Director

KIMURA HIDEO

ประวัติ
เกิดปี 1973 ที่เมืองยามางุจิ จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ ปี 1996 และจบหลักสูตรปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ปี 2013 และเข้าทำงานที่ WORLD ปี 1996 เริ่มจากตำแหน่ง Brand Manager และแผนกเซลส์ต่างประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

คติประจำใจ : Stay hungry , Stay foolish
แบรนด์โปรดที่ใช้ประจำ : TAKEO KIKUCHI

ร้านแรกที่เปิดนับเวลาได้ครบ 1 ปีแล้ว

เราตั้งบริษัทร่วมทุนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 และเปิดร้านแรกของเมืองไทยที่เซ็นทรัลชิดลมเมื่อเดือนมีนาคม 2017 ปัจจุบันเรามีร้านสาขาที่สยามพารากอน เอ็มโพเรียม เซ็นทรัลลาดพร้าว และล่าสุดที่เซ็นทรัลเวิลด์ รวมได้ทั้งหมด 5 สาขา โดยแบรนด์ TAKEO KIKUCHI มีทั้งเสื้อผ้าที่เป็นทางการและแบบลำลอง รวมไปถึงรองเท้า กระเป๋าสตางค์ และเครื่องประดับต่างๆ นอกจากนี้ที่ Flagship Store ของเราก็ยังวางโชว์สินค้าระดับไฮเอ็นด์ ‘40CARATS&525’ ซึ่งทาเคโอะ คิคุจิเป็นผู้รับหน้าที่ Creative Director ด้วยตัวเอง โดยมีคอนเซ็ปท์ว่า ‘นำความหรูหรามาสู่ชีวิตประจำวัน’

เหตุผลที่เลือก TAKEO KIKUCHI เป็นแบรนด์แรกสำหรับเมืองไทย

เหตุผลหลักก็คือตอนที่จะเข้ามาเมืองไทยภายใต้ชื่อ WORLD หุ้นส่วนของเราคือสหกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับผู้ชาย และอีกอย่างก็คือ จากผลสำรวจตลาดเราพบว่าในตลาดประเทศไทยมีจำนวนเสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับผู้ชายน้อยมาก ทาง WORLD อยากจะลองทำมากที่สุดก็คือการวางแผนงานและดำเนินการผลิตในประเทศ ดังนั้นเราจึงพิจารณาเลือกแบรนด์ที่มีความเป็นตัวเองสูงอย่าง TAKEO KIKUCHI และจากประสบการณ์ที่ WORLD ได้เคยเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศมาแล้ว ก็เคยมีการทดลองผลิตในประเทศนั้นๆ อยู่บ้าง แต่สำหรับการสร้างโรงงานผลิตอย่างจริงจัง ถือเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี โดยสินค้าเสื้อผ้าเริ่มได้ส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น ส่วนพวกเครื่องหนังก็มีการผลิตในภูมิภาคต่างๆ นอกจากนั้นยังมีการทำแพทเทิร์นที่มีรูปร่างต่างไปจากคนญี่ปุ่นเพื่อให้เหมาะสมกับคนในพื้นที่นั้นๆ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของเราเลยทีเดียว

เป็นการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่

การทำธุรกิจของ WORLD ในต่างประเทศที่ผ่านมา จะเป็นการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่นที่เน้นการขายของเป็นหลัก แต่เมื่อได้เรียนรู้ความผิดพลาด ทางเราจึงได้คิดแผน Merchandising and Marketing Operations ในพื้นที่ที่เข้าไปทำธุรกิจ ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการเน้นความเป็นแบรนด์ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าลูกค้าเป็นผู้ที่เลือกซื้อ จึงจำเป็นต้องพยายามปรับตัวเข้าหาสภาพท้องถิ่น เรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะนำมาใช้กับแฟชั่นอย่างเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเสนอสินค้าต่างๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ผมจึงคิดว่าสำหรับลูกค้าในท้องถิ่น เราต้องทำตัวเป็น ‘แบรนด์ที่ถูกเลือก ไม่ใช่แบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าต้องเลือก’ แน่นอนว่าเรื่องราคาก็ต้องปรับไปตามท้องถิ่นนั้นๆ และถ้าหากคราวนี้เราทำสำเร็จก็จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศ ASEAN ที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนา และมีความเป็นไปได้สูง

ยอดการขายจริงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น แต่ก็น่าตกใจที่ยอดขายเสื้อแจ็คเก็ตดีมาก ซึ่งหมายความว่าคนที่ซื้อเสื้อแจ็คเก็ตของ TAKEO KIKUCHI ไม่จำกัดอยู่แค่ผู้ใหญ่หรือนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนรุ่นหนุ่มสาว ที่เริ่มซื้อแบรนด์ของเราเพิ่มมากขึ้น เราจึงเริ่มใช้วัตถุดิบใหม่ๆ เช่น ผ้าที่มีการระบายอากาศได้ดี หรือผ้าที่สามารถยืดหยุ่นได้มากมาประกอบเพิ่มจากการดีไซน์แบบ เราจึงมุ่งมั่นที่จะคิดค้นสินค้าใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าในเมืองไทยหันมาเลือกใส่แจ็คเก็ตของ TAKEO KIKUCHI ในวันสบายๆ นอกจากวันทำงานด้วย

ทราบมาว่ารับตำแหน่งในต่างประเทศเป็นครั้งแรก
โปรเจกต์นี้ผมเป็นผู้ตั้งเองโดยการพรีเซนต์งานต่อหน้าทีมฝ่ายขายของบริษัท ซึ่งผมเลือกสหกรุ๊ปเป็นพาร์ทเนอร์และเจรจาธุรกิจตลอดจนทำสัญญาทั้งหมด จนกระทั่งได้ก้าวออกมาทำธุรกิจใน ASEAN อย่างที่เคยหวังไว้ ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์ แน่นอนว่ามีความกดดันหลายอย่าง แต่ก็เป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า และการมาอยู่ที่นี่ก็เป็นการมาทำงานคนเดียวส่วนครอบครัวไม่ได้ติดตามมาด้วย เพราะการเริ่มธุรกิจผมต้องการที่จะโฟกัสให้งานอย่างเต็มที่ จึงต้องคุยกับครอบครัวให้เข้าใจ แต่ก็หาเวลากลับญี่ปุ่นบ่อยๆ เพราะไม่ว่ายังไงครอบครัวก็เป็นที่พักใจของผม

รับหน้าที่เป็นโค้ชซอฟท์บอลให้กับมหาวิทยาลัยวาเซดะมาตั้งแต่ปี 2001 รู้สึกภูมิใจมากที่ชนะเลิศการแข่งทั่วประเทศ 4 ครั้ง (ชนะติดกัน 3 ครั้ง) และหลายปีก่อนก็เคยมีโอกาสได้ออกงานเบสบอลอาชีพด้วย