Tri Petch Isuzu Sales

“อยากจะนำศักยภาพแบบครบวงจรมาใช้เพื่ออนาคตของไทย”

ในขณะที่อุปสงค์ความต้องการรถยนต์ส่วนตัวในไทยมีมากขึ้น บริษัทอิซูซุก็ภาคภูมิใจกับการได้ครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 ในตลาดของรถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ โดยในปี 2017 มียอดขายรถกระบะเป็นอันดับ 1 ถืือเป็นการใช้ศักยภาพของแบรนด์ในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย จึงได้ไปสัมภาษณ์คุณมาเอกาวะ โทชิอากิ ผู้บริหารด้านการขายของ Tri Petch Isuzu Sales เกี่ยวกับบทบาทและมุมมองในการดำเนินธุรกิจ

ประธานกรรมการบริหาร
Maekawa Toshiaki
ประวัติ
เกิดในปี 1966 ที่จังหวัดเกียวโต จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ เข้าทำงานที่ Mitsubishi Corporation ในปี 1990 จากนั้นมารับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการบริหารของ Tri Petch Isuzu Sales ตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน
คติประจำใจ : ฝึกจิตให้รู้จักพอ ไม่ปล่อยให้กิเลสครอบงำ ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามทางของมัน
หนังสือเล่มโปรด : หัวหน้าที่ดีทุกคนเป็นคนใจแคบ วิถีของจิโร่ ชิราสุ
บุคคลที่เคารพ : Sugihara Chi-une , Ichiro
ร้านที่ไปบ่อยในกรุงเทพ : Nippon-Tei
งานอดิเรก : เดินเล่น นั่งสมาธิ
นาฬิกาเรือนโปรด : Panerai Luminor
รถคันโปรด : ISUZU MU-X

ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาของอิซูซุในไทยให้ฟังหน่อยได้ไหม
บริษัท Tri Petch Isuzu Sales หรือที่เรียกย่อๆว่า TIS นั้นได้มาตั้งสาขาที่ไทยตั้งแต่ปี 1974 โดยการที่ Mitsubishi มาเปิด Isuzu ที่ไทยนั้นย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีก่อนหน้า ซึ่ง 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงและข้อมูลข่าวสารที่เพิ่มขึ้น บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ในช่วงครึ่งหลังของปี 1980 นั้น รถปิคอัพเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเมืองไทย บวกกับรถที่ใช้ในการพาณิชย์ของบริษัทซึ่งเป็นสินค้าหลักนั้น ได้กลายเป็นเสาหลักให้กับบริษัท ถ้าพูดถึงรถปิคอัพและรถบรรทุกนั้น ชื่อ อิซูซุก็จะถูกพูดถึงเป็นอันดับแรกและเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจเสมอมา

ผลประกอบการของปีที่แล้วก็ดีมากด้วย
ปี 2017 นั้นเป็นปีครบรอบที่อิซูซุมาเปิดที่ไทยครบ 60 ปี ซึ่งบริษัทเราได้ครองส่วนแบ่งของตลาดรถยนต์ที่ใช้ในการพาณิชย์มากถึง 50.6% โดยในตลาดนี้ ตั้งแต่บริษัทเราก่อตั้งมา ไม่เคยมีสักปีที่เราไม่ได้ตำแหน่งการครองส่วนแบ่งอันดับ 1 เลย นอกจากนี้ ปีที่แล้วสภาพเศรษฐกิจมีการฟื้นฟูขึ้น ทำให้ยอดขายรถปิคอัพของเรานั้นขึ้นเป็นอันดับ 1 ในรอบ 11 ปี อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่ดีนั้นเป็นเพียงผลลัพธ์ ไม่ใช่จุดมุ่งหมายทั้งหมดที่เราต้องการ แต่คิดว่าเป็นผลจากการสั่งสมชื่อเสียงและคุณค่าของแบรนด์มาตลอด 60 ปีที่ผ่านมา

ศักยภาพแบบครบวงจรที่ได้จากการบริหารงานแบบเป็นกรุ๊ปคืออะไร
TIS นั้นมีการดีลกับบริษัทอื่นๆ มากกว่า 100 บริษัทในการทำธุรกิจร่วมกัน เช่น บริษัทด้านการเงิน ประกัน และบริการหลังการขาย เป็นต้น ถือได้ว่าศักยภาพที่ครบวงจรของ ตรีเพชรกรุ๊ปนี่เอง ที่ช่วยส่งเสริมให้แบรนด์มีความเข้มแข็งและสามารถให้บริการที่มีคุณค่าแก่บรรดาลูกค้าของเราได้

ได้ยินว่ามาอยู่ที่ไทยได้ 17 ปีแล้ว
ในปี 2016 ได้มารับตำแหน่งประธานบริษัทที่ไทย ซึ่งเป็นรอบที่ 3 ที่มาไทยแล้ว ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะผูกพันกับไทยมากขนาดนี้ เรียกได้ว่า ชีวิตการทำงาน 2 ใน 3 ของผมอยู่ที่ไทยเลยครับ บริษัทของเรานั้นตั้งอยู่บนรากฐานที่บรรดารุ่นพี่ในบริษัทของผมช่วยกันสร้างมาครับ หน้าที่ของผม คือ การทำให้คนไทยและญี่ปุ่นเข้าใจบทบาทหน้าที่ระหว่างกัน
เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน และสามารถสืบทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไปได้ เมื่อครั้งมาทำงานที่ไทยครั้งแรก รุ่นพี่ได้สอนว่า ให้รู้สึกขอบคุณเมืองไทยอยู่เสมอ พวกเรามาทำงานที่เมืองไทยจึงได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าที่ไทยอยู่เสมอ ในการคิดกลยุทธ์ต่างๆ นั้น แน่นอนว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยทางด้านธุรกิจ แต่การตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายนั้น เราจะคิดเสมอว่า สามารถทำอะไรเพื่อเมืองไทยได้บ้าง

มีนโยบายหรือวิสัยทัศน์ในฐานะที่เป็นนักบริหารอย่างไรบ้าง
ตัวผมเองได้ผ่านประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี มาแล้ว จึงได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ผมให้ความสำคัญกับการมองศักยภาพของพนักงานแต่ละคนให้ออก แล้วสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่จะทำให้พนักงานนำศักยภาพของตนมาใช้ให้ได้มากที่สุด ดังนั้น การสื่อสารและการฝึกอบรมจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ โดยที่บริษัท ใน 1 เดือนจะมีหลายครั้งที่จัดกลุ่มพนักงานมาคุยกับผมโดยตรงแบบส่วนตัว เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บางครั้งก็มีการจัดงานเลี้ยงของบริษัท และบางครั้งก็มีการชวนไปดื่มเหล้าที่บ้านของผมด้วย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้พูดคุยกับพวกเขา นับตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้มีการไป Business trip กับบรรดาผู้บริหาร หรือที่เรียกกันว่า ค่าย AGM (Annual General Meeting) ซึ่งได้มีการคิดหาแนวทางใหม่ๆ หลายอย่างที่จะทำให้การทำงานในบริษัทและแต่ละแผนกเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ในช่วงแรกที่มาทำงานเป็นผู้บริหารที่นี่นั้น ผมคิดว่าอยากจะทำตัวให้เป็นที่ชื่นชอบของคนในบริษัท แต่จากนั้นก็รู้สึกตัวว่า ผู้ที่เป็นนักบริหารจริงๆ นั้นจะต้องนำทางบริษัทไปตามความเชื่อ จึงไม่กลัวความโดดเดี่ยวอีกต่อไป นอกจากนี้ การขัดเกลาพลังแห่งสัญชาตญาณของตนให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในธุรกิจครับ

ความคาดหวังหลังจากนี้
ในปัจจุบันนี้ อุปสงค์ของรถยนต์ในภาพรวมกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงแรก บริษัทของเราคาดการณ์ไว้ว่า ยอดขายรถยนต์ในปีนี้จะได้ประมาณ 890,000 คัน แต่ว่าหลังจากจบครึ่งแรกของปี ก็ได้แก้ตัวเลขเป็น 950,000 คัน ในปีหน้าก็คาดหวังว่าจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอีก จึงอยากจะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่ามากที่สุด นอกจากนี้ บริษัทของเราก็ได้เปิดสาขาที่ลาวและกัมพูชาอีกด้วย จึงอยากจะนำความรู้และประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวได้จากบริษัทในไทยไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดในการธุรกิจต่อไป

เข้ารับรางวัลที่งาน Asia Pacific Entrepreneurship Awards (APEA) 2017