THAI NS SOLUTION CO., LTD.

“องค์กรที่ต่างออกไปจากวงการ IT ในประเทศไทย”

บริษัท NIPPON STEEL & SUMITOMO METAL CORPORATION ที่ทำหน้าที่สนับสนุนและดูแลระบบ IT ของอุตสาหกรรมเหล็กซึ่งจำเป็นต้องมีความเสถียรของระบบตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน มาเป็นเวลากว่า 40 ปี และ NIPPON STEEL & SUMITOMO METAL SOLUTIONS ซึ่งเป็นบริษัทในเครือก็ได้ก่อตั้งมาได้ 5 ปีแล้ว

Managing Director
Kubo Ryoichi
ประวัติ
เกิดปี 1969 ที่จังหวัดคานางาวะ
จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยช่างโตเกียว เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท CHIYODA CORPORATION เมื่อสั่งสมประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจต่างประเทศได้เต็มที่แล้วจึงเข้าทำงานที่ NIPPON STEEL & SUMITOMO METAL SOLUTIONS ในตำแหน่ง Project Manager ดูแลฝ่าย IT ในประเทศ ต่อมาได้ย้ายมาประจำที่ประเทศไทยเมื่อปี 2013 โดยดูแลรับผิดชอบแผนกเทคโนโลยี และรับตำแหน่งประธานบริหารตั้งแต่ปี 2017 ถึงปัจจุบัน
คติประจำใจ : ค่อยๆทำอย่างมั่นคง
งานอดิเรก : ฟุตบอล
ร้านที่ไปประจำในกรุงเทพฯ : YEBISU DINING
กิจกรรมวันหยุด : หลังจากชมการแข่งฟุตบอลแล้วก็ดื่มเบียร์แล้วก็ซักผ้า
เว็บไซต์ที่เข้าชมหรือใช้งานบ่อย : Gotthai (พจนานุกรมออนไลน์)

เข้ามาเมืองไทยเป็นปีที่ 5 แล้ว
บริษัทของเราเข้ามาในไทยเมื่อปี 2013 โดยตั้งออฟฟิศที่กรุงเทพฯ และระยอง ใช้เวลา 5 ปีเพื่อสร้างรากฐานให้อยู่ตัว ค้นคิดกระบวนวิธีแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อรักษาคุณภาพบริการให้ลูกค้าจนเติบโตมาได้ถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ช่วยเราก็คือ ‘การปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น’ แม้ว่าที่ญี่ปุ่นจะเป็นระบบที่ดีเลิศแค่ไหน แต่พอมาถึงประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมและจำนวนทีมงานที่ต่างจากญี่ปุ่น จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ต่างออกไป ไม่สามารถเอาระบบของญี่ปุ่นมาใช้โดยที่ไม่ปรับเปลี่ยนอะไรได้
ด้วยเหตุนี้ บริษัทของเราจึงตั้งทีมสำหรับหน้างานไว้สองทีมคือ ทีมผู้จัดการชาวไทยที่จะคอยดูแลผู้จัดการของลูกค้าที่เป็นชาวไทย และทีมผู้จัดการชาวญี่ปุ่นที่จะคอยดูแลลูกค้าชาวญี่ปุ่น และสำหรับผู้จัดการชาวญี่ปุ่นที่เป็นหัวหน้าโปรเจค ก็จะต้องจัดผู้รับผิดชอบในการดูแลลูกค้า (ญี่ปุ่น) พร้อมทีมงานชาวไทยที่รับผิดชอบงานนั้นๆ เข้าประชุมด้วยกันทุกครั้ง การจัดทีมให้มีผู้นำกลุ่มและผู้ช่วยคอยประสานงานแบบผสมญี่ปุ่น – ไทยเช่นนี้จะทำให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
และเรื่องอื่นๆที่เราให้ความสำคัญก็คือ การบันทึกการตรวจเช็คคุณภาพ การจัดการระบบเอกสารการจัดซื้อ การจัดการระบบให้ดีขึ้นเมื่อนำผลิตภัณฑ์จากบริษัทอื่นมาใช้ ความต้องการการบริการด้าน IT ที่กล่าวมามีเพิ่มมากขึ้น คงจะเป็นเพราะว่าวงการ IT ของไทยได้เติบโตเต็มที่และมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงแล้ว

เมื่อเปรียบเทียบจำนวนลูกค้าไทยและญี่ปุ่นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ลูกค้าที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นมีเยอะกว่ามาก เพียงแต่ว่าบริษัทญี่ปุ่นจะแยกเป็นบริษัทที่ผู้จัดการชาวญี่ปุ่นมีสิทธิ์ตัดสินใจร้อยเปอร์เซ็นต์ กับบริษัทที่จดทะเบียนเป็นบริษัทของไทยไปแล้ว สำหรับลูกค้าบริษัทญี่ปุ่นที่รับภารกิจมาจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เราก็ต้องทำความเข้าใจภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา และประเมินให้มีความสมดุลย์กับสภาพแวดล้อมของไทย แล้วจึงสร้างระบบขึ้นมา เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การใช้ทีมผสมไทย – ญี่ปุ่นก็เป็นเงื่อนไขที่มักจะต้องใช้บ่อยๆ

ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารในบริษัท
บริษัทของเราใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางครับ ในประเทศไทยถ้าหากรับพนักงานใหม่มาแล้วฝึกให้ใช้ภาษาญี่ปุ่น สุดท้ายแล้ว เป้าหมายการทำงานก็จะกลายเป็นการใช้ภาษาญี่ปุ่น พนักงานไม่สามารถจำเรื่องเทคโนโลยีของเราได้เลย สำหรับบริษัท IT เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แน่นอนว่าการรับพนักงานเข้าทำงานทั้งที่มีประสบการณ์และจบใหม่ เราตัดสินที่ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ถึงแม้เราจะเป็นบริษัทญี่ปุ่นแต่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลพูดคุยกันแบบผู้เชี่ยวชาญ เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับบริษัทของเราที่สุดแล้ว

ได้ยินมาว่ากำลังจะขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้น
ปัจจุบันเรามีวิศวกร 110 คน ฝ่ายบริหารและจัดการเรื่องต่างๆ 20 คน รวมเป็น 130 คน และได้เริ่มประกาศรับพนักงานที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่เพิ่ม โดยปีนี้มีกำหนดว่าจะรับจำนวน 10 คน ซึ่ง 10 คนนี้ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 500 คน ถือว่าเป็นการแข่งขันที่เข้มงวดและเป็นที่คาดหวังอย่างมาก

รับตำแหน่งสูงสุดครบ 1 ปีแล้ว
ได้รับตำแหน่งนี้เมื่อเดือนเมษายน ปี 2017 แต่ผมมาอยู่เมืองไทยได้ 5 ปีแล้ว ถึงจะอยู่มานานแล้ว ตำแหน่งผู้จัดการบริหารก็เป็นครั้งแรก ยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายทั้งเรื่องการบริหาร เรื่องบุคลากร และเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องแบ่งทีมกันรับผิดชอบ ตำแหน่งประธานแบบนี้อาจจะดูว่าเป็นการง่ายที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่การที่ต้องรับผิดชอบโปรเจคและเป็นผู้ตัดสินใจให้ลูกน้องทำเรื่องต่างๆ จึงต้องใช้ความรอบคอบดูเนื้อหาของงานให้เข้าใจดีก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

ในปีที่ 1 ถ้าทำงานจนคุ้นเคยดีแล้วก็เดินตามแผนได้อย่างเต็มที่
ถ้าเป็นเรื่องตัวเลข ตั้งเป้าไว้ว่าภายในระยะเวลา 3 ปี ต้องมีอัตราการเติบโตของบริษัท 30% ส่วนเรื่องวิธีการก็คิดว่าจะให้ศูนย์วิจัยที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับบริษัทลูกในประเทศอื่นๆ คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา และเทคโนโลยีที่กำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนี้ เช่น ระบบจ่ายเงินออนไลน์ ระบบ AI ระบบ IoT เป็นต้น โดยพื้นฐานแล้วอาจจะดูเหมือนกัน แต่ด้วยความต่างของสภาพแวดล้อมในแต่ละประเทศ เช่น จีน อเมริกา ญี่ปุ่น ที่ไม่เหมือนกัน ก็จะทำให้การใช้งานแตกต่างกันออกไป และบริษัทในเครือของเราก็จะต้องร่วมมือกันเพื่อคิดค้นสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด

งานสงกรานต์ซึ่งจัดในบริษัท