NEC THAILAND

NEC THAILAND

สนับสนุนดิจิทัลไทยแลนด์ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างเต็มที่

เมื่อปี 2016 ประเทศไทยได้ตั้งกระทรวงใหม่คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และจากการประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในปี 2017 ที่จะเปลี่ยนประเทศให้เข้าสู่ยุคสมัยของเศรษฐกิจแบบดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องนึกถึงบริษัท NEC Thailand ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่าย IT ยักษ์ใหญ่ เราจึงไปสัมภาษณ์ Mr.Kano Takayuki ประธานบริหารบริษัท NEC Thailand

 

NEC THAILAND

MD : Kano Takayuki

ประวัติ
เกิดปี 1965 ที่โอซาก้า จบการศึกษาจาก Tokyo Institute of Technology เข้าทำงานที่ บ. NEC ตั้งแต่ปี 1987 จนถึงปัจจุบัน
คติประจำใจ : ล้มเจ็ดครั้งลุกแปดครั้ง
หนังสือที่ชอบ : มีหลากหลายไม่ได้เจาะจงว่าชอบนักเขียนคนไหนเป็นพิเศษ (Kitagata Kenzo /Osawa Arimasa /Yamazaki Toyoko /Dan Brown etc.)
งานอดิเรก : ดูการแข่งฟุตบอลเป็นหลัก และ กอล์ฟ
ร้านในกรุงเทพฯ ที่ไปประจำ : ร้านอิซากายะย่านถนนสุขุมวิท ร้านอาหารไทย
นาฬิกาเรือนโปรด : ORIS และ SEIKO
เว็บไซต์ที่ติดตามประจำ : หนังสือพิมพ์ Nikkei แบบดิจิทัล
กิจกรรมวันหยุด : กอล์ฟ อ่านหนังสือ ซักผ้า
รถที่ใช้ประจำตำแหน่ง : Lexus

ถ้าจะอธิบายถึง NEC ก็ต้องยกเรื่องเครือข่ายกลุ่มไอทีน่าจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

ถูกต้องแล้วครับ บริษัทของเรามีประวัติอันเก่าแก่ ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1899 โดยก่อนหน้านี้จะมีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ แต่ในปัจจุบันทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน องค์กรบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมทั้งผังเมืองใหม่ต่างก็มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาประกอบอยู่ด้วย จะยกตัวอย่างงานที่เรากำลังทำอยู่ก็คือ ‘การสร้างมูลค่าเพิ่มทางสังคม’ ซึ่งทางบริษัทได้ตระหนักถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในระดับโลกเพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาเรื่องประชากร พลังงาน อาหารสำหรับบริโภค ปัญหาการขาดแคลนนํ้า ตลอดจนปัญหาก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวกับอวกาศ (ทั้งการวิจัยและการค้า) การจะอธิบายองค์กรของเราอย่างง่ายๆ เป็นเรื่องที่ยากครับ

NEC ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว

เราเข้ามาลงทุนในเมืองไทยได้เป็นเวลานานกว่า 50 ปีแล้ว มีบทบาทเป็นทั้งบริษัททุนต่างชาติและผู้บุกเบิกธุรกิจ IT ในเมืองไทย ปัจจุบันเราดำเนินธุรกิจเหมือนกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น พูดง่ายๆ ก็คือเป็น NEC แบบญี่ปุ่นที่ย่อส่วนให้เล็กลงนั่นเอง และถ้าหากรวมบริษัทในเครือเข้าด้วยกันก็จะมีธุรกิจหลักๆ ห้าอย่าง ในจำนวนนั้นที่เรากำลังให้ความสำคัญอยู่ก็คือการจัดการต่างๆ ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ปีที่แล้วเราได้เริ่มนำเสนอโปรแกรม Co-Creation สำหรับการผลิต เพื่อช่วยจัดการเช็คสต็อค ลดเวลารอสินค้าของลูกค้า ตลอดจนลดต้นทุนในการผลิต ในฐานะที่ NEC เป็นบริษัทผู้ผลิตด้วย จึงสามารถนำประสบการณ์ของตัวเองที่ได้เรียนรู้และนำเสนอวิธีการและโปรแกรมต่างๆ ให้กับลูกค้าที่เป็นบริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นได้ ด้วยความที่บริษัทของเราเป็นบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลายประเภท ผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน จึงอยากจะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการผลิตในไทยต่อไป
และเราก็ยังเน้นการพัฒนาระบบการจดจำใบหน้าซึ่งเป็นระบบตรวจบุคคลเพื่อรักษาความปลอดภัย เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าของบริษัทเราได้รับการแนะนำจาก NIST หน่วยงานวางมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าระบบของเรามีความละเอียดมากที่สุดในโลก และถูกนำไปใช้จริงแล้วมากกว่า 40 ประเทศ นับเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่มีคู่แข่งคนไหนสามารถเทียบได้เลย โดยมีการใช้เทคโนโลยีนี้เป็นแกนกลางเพื่อจัดทำระบบรักษาความปลอดภัย เช่นทำระบบวิเคราะห์หน้าตาคนร้ายจากกล้องวงจรปิด สร้างเมืองที่มีความปลอดภัยจากทั้งอาชญากรรมและอุบัติเหตุ ตลอดจนเฝ้าระวังความปลอดภัยของสนามบินและท่าเรือจากการก่อการร้าย ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าจะนำไปใช้ในการรักษาความปลอดภัย แต่ยังนำมาใช้เช็คการเข้าออกงานบริษัทและโรงงานได้ด้วย นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างทั่วไป

ปีที่แล้วประเทศไทยได้ตั้งกระทรวงใหม่คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

กระทรวงนี้เดิมคือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการสื่อสารอย่าง TOT และ CAT เทเลคอม สังกัดอยู่ และยังเป็นผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจแบบดิจิทัลซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย โดยเริ่มจากการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนชาวไทยทุกคนได้มีโอกาสใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทุกคนเป็นอันดับแรก
หลังจากนั้นก็จะนำเทคโนโลยีที่ก้าวลํ้าอย่าง IoT มาใช้ ทำให้การบริหารจัดการบริการสาธารณูปโภคในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา และยังมีโครงการสมาร์ท ซิตี้ ที่มีเป้าหมายคือรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีตัวเลือกเช่นจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต ทำให้บริษัทของเราได้เข้าไปมีบทบาทแสดงศักยภาพได้เต็มที่
ในด้านการสื่อสารซึ่งเป็นพื้นฐานของสาธารณูปโภคระบบไอทีนั้น บริษัทของเราเพิ่งจะเสร็จสิ้นการวางเคเบิ้ลใต้ทะเลเพื่อเชื่อมต่อประเทศแถบฝั่งเอเชียรวมทั้งญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘Asia Pacific Gateway’ (APG) ซึ่งเคเบิ้ลนี้จะเชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน มาถึงเวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นเคเบิลใยแก้วใต้ทะเลที่มีความยาวกว่า 1 หมื่นกิโลเมตรเลยทีเดียว นี่อาจจะเป็นยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ของธุรกิจ ICT ที่ให้บริการเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ของเรา รวมทั้งความผิดพลาดและล้มเหลวก็ไม่ได้สูญเปล่า ทำให้รู้สึกได้ว่าพื้นที่ที่เราจะสามารถให้บริการได้มีความกว้างขึ้นด้วยตัวเอง

ทราบมาว่าทำงานรับผิดชอบพื้นที่ในต่างประเทศเป็นหลัก

ผมรับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับต่างประเทศ (นอกประเทศญี่ปุ่น) มาเป็นเวลานาน โดยรับผิดชอบประเทศแถบอเมริกาเหนือและเอเชีย ส่วนการเข้ารับตำแหน่งที่ต่างประเทศครั้งแรกก็คือประเทศไทย (ปี 1994 ~ 1999) อินเดีย (ปี 2008 ~ 2011) อินโดนีเซีย (ปี 2013 ~ 2016) สำหรับประเทศไทยเป็นการรับตำแหน่งครั้งที่ 2 แล้ว ด้านการบริหารไม่ค่อยมีปัญหาเพราะส่วนมากจะเป็นคนที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว
เราจะมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี IoT ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย ปี 2017 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ของโลกยุคไอทีอย่างแท้จริง ทำให้เรารู้สึกดีใจที่ได้ทำงานนี้