Kose Thailand「มุ่งมั่นไปสู่ยุคที่ 2 ของ Sekkisei」Nakajima Yutaka

「มุ่งมั่นไปสู่ยุคที่ 2 ของ Sekkisei」

《โปรไฟล์》
กรรมการบริหาร
Nakajima Yutaka
■เกิดเมื่อปี 1971 เกิดที่เขตมินาโตะ โตเกียว จบการศึกษาจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอาโอยามะ กักขุอิน เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปัจจุบัน
■คติประจำใจ:Try Your Best (ข้อความจากโอซากิ ยูทากะ)
■บุคคลต้นแบบ:คุณพ่อ
■งานอดิเรก:ดำน้ำ กอล์ฟ
■ร้านในกรุงเทพฯ ที่ไปบ่อยๆ:ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ และเซ็นทรัล แอมบาสซี่
■นาฬิกาข้อมือที่ชื่นชอ :ROLEX EXPLORER I
■เว็ปไซต์ที่เข้าใช้หรือเข้าชมบ่อยๆ (นอกเหนือจากเว็ปไซต์บริษัท) :Yahoo Finance
■กิจกรรมในวันหยุด:ศึกษาเทรนด์การแต่งหน้าและแฟชั้น
■สุนัขตัวโปรด:ลูลู่ สุนัขพันธุ์บริติช โกลเด้น รีทรีฟเวอร์


“โคเซ่ (Kose)” บริษัทผลิตภัณฑ์ความงามรายใหญ่จากญี่ปุ่น ที่มีความมั่นใจในสินค้าคุณภาพสูง อีกทั้งยังมีจุดแข็งในด้านการบริการที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความงามคอยให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม โคเซ่ได้เริ่มขยายกิจการไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียได้อย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยนั้น ได้เริ่มเข้ามาเปิดกิจการตั้งแต่ปี 1984 และมีประสบการณ์ในประเทศไทยมากกว่า 30 ปีแล้ว และในวันนี้เราจะมาพูดคุยกับคุณนาคาจิมะ ยูทากะ ผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดของสาขาในประเทศไทยที่ซึ่งการตลาดมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
นักเขียน : ยามากุจิ

ได้ยินมาว่าผลประกอบการของบริษัทนั้นมีแนวโน้มดีมากตั้งแต่เริ่มย้ายมาประจำการที่นี่
ผมเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2017 ในตอนนั้นแบรนด์คอสเม่ ดีคอร์เต้ (COSME DECORTE) หนึ่งในแบรนด์หลักของเราก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าในร้านค้าปลอดภาษีรายใหญ่ของไทยอย่างคิง พาวเวอร์ แบรนด์ดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมาก เป็นแบรนด์ที่มีวางขายอยู่ทั่วโลก เมื่อวางขายในประเทศไทยแล้ว ก็มีชาวจีนมากมายที่เข้ามาซื้อสินค้าแบรนด์ดังกล่าวในร้านคิง พาวเวอร์ และในปีนั้นผลประกอบการของบริษัทเราก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

แต่ว่า อย่างที่ทุกท่านน่าจะทราบกันดีว่าเมื่อนักท่องเที่ยวจีนไปที่ใด ก็มักจะเกิดปรากฏการณ์ “การซื้ออย่างบ้าพลัง” ขึ้น จริงๆ แล้วปรากฏการณ์เช่นนี้ก็มีความเสี่ยง ผมอยากให้ทุกท่านลองนึกภาพหลังจากเกิดกรณีพิพาทหมู่เกาะเซ็งกะขุ ในปี 2012 กันดูนะครับ ในตอนนั้น นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลงอย่างมาก ทำให้คนที่คาดหวังรายได้จากกลุ่มนี้เรียกได้ว่าเจ็บหนักกันไปตามๆ กัน ดังนั้นเราจึงต้องส่งต่อสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะเรามีแบบจำลองธุรกิจที่มีผู้ซื้อเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ดูเหมือนว่าต่อจากนี้ก็จะเริ่มมีปรับแผนกลยุทธ์
เมื่อ 20 ปีก่อน ผู้บริหารบริษัทของเราได้พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “ถ้าหากอินเตอร์เน็ตเข้ามาสู่บริษัทเราเมื่อไหร่ล่ะก็ มันน่าจะส่งผลกับกลยุทธ์การขายที่ให้ความสำคัญกับร้านสาขาต่างๆ อย่างแน่นอน แต่การแพร่หลายของอินเตอร์เน็ตนั้น จะทำให้เกิดยุคที่ไม่สามารถโกหกกันได้อีกต่อไป และจะมีเพียงสินค้าที่คุณภาพดีจริงๆ เท่านั้นที่อยู่รอด”เราก็เลยนำเอาคำพูดในวันนั้นมาใช้เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การขายที่มีมาแต่ดั้งเดิมของเราใหม่

อีกหนึ่งแบรนด์ที่โด่งดังของเราอย่าง “เซกิเซ (Sekkisei)” นั้นได้วางขายในท้องตลาดมากว่า 30 ปีแล้ว ประเทศไทยเองก็ถือเป็นตลาดสำคัญที่มีลูกค้าประจำคอยอุดหนุนตลอด เซกิเซเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สำคัญมากๆ ในตอนนี้ สำหรับการขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ที่รวมถึง “เซกิเซ” ด้วยนั้น ตามห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่ง เราจะมีพนักงานที่จะคอยให้คำปรึกษาด้านปัญหาผิวพรรณต่างๆ กับลูกค้าโดยตรง

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ลูกค้าประจำที่มาซื้อสินค้าของเราที่ห้างสรรพสินค้าก็ย่อมมีอายุมากขึ้น ในแบบสอบถามลูกค้าส่วนใหญ่ก็ให้คำตอบเกี่ยวกับสินค้าของเราว่า “เป็นเครื่องสำอางที่คุณแม่ใช้อยู่” นี่ทำให้เห็นว่าภาพลักษณ์สินค้าของเรากำลังจะเปลี่ยนไป นอกจากนี้ ปริมาณของคนที่รู้จัก “เซกิเซ” ของเราในญี่ปุ่นนั้นมีมากถึง 91% แต่ในขณะที่ไทยมีเพียงแค่ 49% เท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงความรู้สึกของผู้ใช้ส่วนใหญ่พบว่า “เป็นผลิตภัณฑ์ที่เห็นผลเรื่องผิวขาวอย่างมีสุขภาพดี” ทำให้รู้ว่าเซกิเซ ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนให้ความไว้วางใจในประสิทธิ์ภาพที่ดีเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง เราได้ลองพิจารณากลยุทธ์การตลาดกันใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ก็คือลองเปลี่ยนเป็นการตลาดที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยรู้จักเรามาก่อน โดยการไปออกร้านตามย่านออฟฟิศ หรือตามอีเว้นท์ต่างๆ และลองให้ลูกค้าจำนวนหนึ่งหมื่นรายลองใช้จริง อีกทั้งยังขยายพื้นที่การขายสินค้าไปสู่ร้านขายยา และร้านค้าออนไลน์ นอกเหนือจากตามห้างสรรพสินค้าในปัจจุบันด้วย อีกทั้งในตอนนี้เราก็กำลังสนใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การออกแบบและตกแต่งหน้าร้าน (VMD) เป็นพิเศษด้วยครับ

การปรับเปลี่ยนที่ว่านี้รวมถึงความคิดของพนักงานด้วย
ปกติแล้ว เรามักจะมีการนำไอเดียหรือวิธีการใหม่ๆ นำมาปฏิบัติใช้อยู่เสมอ แต่ก็ยังรู้สึกพนักงานที่ประจำอยู่ที่เคาท์เตอร์อาจจะยังไม่มีความเข้าใจอย่างเต็มที่ อย่างตอนที่ผมยังประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น ในกรณีของร้านขายยานั้น เราใช้เวลาอย่างมากในการในการสอนพนักงานให้เข้าใจทั้งหมด ในปัจจุบัน หากนับรวมร้านขายยาและร้านค้าออนไลน์ เราได้ขยายสาขาไปแล้วกว่า 40 แห่ง และถ้านับรวมสาขาที่ต้องดูแลอยู่ในตอนนี้ก็มีอยู่ประมาณ 100 สาขาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะลดสาขาในห้างสรรพสินค้าลงไป

เพราะก็ต้องยอมรับว่าห้างสรรพสินค้ายังป็นตลาดสำคัญของกลุ่มลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์ด้านชะลอริ้วรอย (Anti-aging) ที่มีราคาค่อนข้างสูง อย่างเช่นแบรนด์อินฟินิตี้ (Infinity) และคอสเม่ เดอร์คอลเต้ (COSME DECORTE) เราจึงมีแผนที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งในสินค้าประเภทนี้มากเป็นพิเศษสำหรับการตลาดในห้างสรรพสินค้า และสำหรับการตลาดในร้านขายยานั้นเราก็มีแบรนด์เซกิเซ (Sekkisei) เป็นกำลังสำคัญ ซึ่งอาจพูดได้ว่าเซกิเซกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคที่ 2 ก็เป็นได้

เป้าหมายในปีนี้เป็นอย่างไร
เราตั้งใจว่าอยากจะเป็น “แบรนด์อันดับ 1 ในแต่ละประเภทสินค้า” ตอนนี้เรามี “Sekkisei Clear White Mask” มาส์กสีดำที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ชาวไทยนิยมไปซื้อที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราก็พยายามสานต่อความนิยมของสินค้าตัวนี้ให้เพิ่มขึ้นไปอีกโดยการขยายตลาดให้กว้างขึ้น หรืออาจจะใช้โซเชียลมีเดียมาช่วยในการโปรโมตเพื่อให้เกิดเป็นกระแสให้มากขึ้นอีกด้วย

ตั้งแต่ย้ายมาประจำการที่ไทยก็ผ่านไป 2 ปีแล้ว
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาทำงานประจำอยู่ต่างประเทศคนเดียว ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ดีทีเดียวครับเพราะรู้สึกว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นั้นไม่มีอุปสรรคหรือเรื่องลำบากอะไรเลย บริษัทของเราได้ทำโครงการ “SAVE The BLUE” ที่ช่วยให้คนตระหนักถึงความสำคัญของท้องทะเลโดยมี“เซกิเซ” เป็นสื่อกลาง จนถึงตอนนี้เราทำต่อเนื่องกันมา 10 ปีแล้วครับ จุดมุ่งหมายหลักของเราก็คือเราอยากแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่เราทุกคนมีความตั้งใจอยากจะตอบแทนลูกค้าชาวไทยที่ให้โอกาสเราได้ดำเนินงานในประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

 

รูปถ่ายพร้อมกับสมาชิกของบริษัทในโอกาสย้ายสำนักงานซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของบริษัทโคเซ่ (ประเทศไทย)