Category

เป้าหมายคือการเป็นหุ้นส่วนแบบ 1+1=3

หลังจากที่คุณมิทสึมาตะเข้ามารับตำแหน่งก็เกิดเหตุการณ์สำคัญกับเมืองไทยมากมายทั้งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การประกาศแผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 การเริ่มนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งนับว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง การที่ประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่ต้องพัฒนาต่อไปข้างหน้า บทบาทใหม่ของเจโทรเพื่อช่วยส่งเสริมการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป …

ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น JETRO (สำนักงานกรุงเทพฯ)

MITSUMATA HIROKI

ประวัติ
เกิดปี 1964 ที่โตเกียว จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยโตเกียว หลังจากนั้นก็เข้าทำงานที่กระทรวงคมนาคม ต่อมาเข้าทำงานที่สำนักเลขาธิการรัฐมนตรี (รับผิดชอบเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม) และเข้ารับตำแหน่งปัจจุบันในปี 2016
หนังสือเล่มโปรด : ‘Sei to Kan – Gotoda Masaharu’ ‘Shippai no Honshitsu – Nonaka Ikujiro’ ‘Hansentaisho Inoue Shigeyoshi – Oide Hisashi’
คติประจำใจ : ความเพียรคือพลัง
งานอดิเรก : เล่นเปียโน
เว็บไซต์ที่ติดตาม : Agora Genron Platform / Bloom Park News / Diamond Online
กิจกรรมวันหยุด : ตามหาของอร่อยๆ , ท่องเที่ยว

ขอทราบรายละเอียดภาระกิจคร่าวๆ

พวกเราเป็นสถาบันอิสระที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ มีภาระกิจที่ต้องทำมากมายแต่โดยรวมแล้วมีที่เป็นหลักใหญ่ๆ อยู่สามเรื่องด้วยกัน นั่นก็คือ ส่งเสริมการลงทุนของบริษัทขนาดกลางและเล็กในต่างประเทศ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าการเกษตรและประมง รวมทั้งอาหาร และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในญี่ปุ่นโดยนักลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้การเก็บข้อมูลจากการสำรวจแต่ละท้องที่มาเป็นฐานข้อมูลก็เป็นอีกงานที่สำคัญ สำหรับสาขากรุงเทพฯ นั้นมีความต้องการการส่งเสริมการลงทุนของบริษัทขนาดกลางและเล็กเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนในเมืองไทยกว่า 5,000 บริษัทแล้ว ซึ่งต่อไปก็คงจะเพิ่มมากขึ้น

ทราบว่ามีความช่วยเหลือให้กับบริษัทขนาดกลางและเล็กที่ ‘กำลังพิจารณา’ ด้วย

สำหรับบริษัทที่ยังไม่มีสำนักงานรองรับในเมืองไทยก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้ที่ส่วน ‘Business Support Center’ ซึ่งอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารสำนักงานของเรา ที่นี่เรามีบริการให้เช่าพื้นที่ทำงานในราคาที่ถูกมาก และยังยินดีเป็นหลักให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นการทดลองตลาดหรือการหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ เป็นต้น
และทางเรายังยินดีให้คำแนะนำต่างๆ ทั้งเรื่องกฎหมายไทย เรื่องภาษี แรงงาน การทำเอกสารทางศุลกากร ข้อมูลล่าสุดของนิคมอุตสาหกรรม และอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้ามารับคำแนะนำกว่า 100 บริษัทและได้เสียงตอบรับที่ดีเสมอมา

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีการจัดการสัมมนาวิชาการในหัวข้อเรื่องการลงทุนในประเทศไทยที่โตเกียว

เป็นงานสัมมนาที่ JETRO และ BOI ของไทยร่วมมือกันจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2018 เป็นงานที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน มากที่สุดตั้งแต่เคยจัดงานมา จากการที่มีตัวแทนของรัฐบาลไทยเช่น ท่านรองสมคิดและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ อีกสามท่าน เลขาธิการคณะกรรมการ EEC เลขาธิการ BOI มาร่วมงานด้วยจึงเป็นโอกาสสำคัญและได้รับความสนใจจากสื่อญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้เป็นที่รู้จักในผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางขึ้น
และเรายังจัดงานใหญ่แนะนำไทยแลนด์ 4.0 และ EEC เพื่อเป็นโอกาสให้กับนักลงทุนในญี่ปุ่นที่สนใจการทำธุรกิจในเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 13 กันยายน 2018 และตั้งใจว่าจะพยายามส่งข่าวสารของประเทศไทยให้ญี่ปุ่นได้รับรู้ไปตลอด

นอกจากสายการผลิตแล้วยังมีธุรกิจประเภทไหนอีกบ้างที่น่าจะมีโอกาสในประเทศไทย

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Yamato Holdings ได้ร่วมทุนกับ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งบริษัทขนส่งที่มีบริการรักษาความเย็น บริการลักษณะนี้ทำให้เกิดความคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการขนส่งสินค้าประเภทอาหารจากญี่ปุ่นให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องด้วยความสามารถของการบริการที่มีคุณภาพระดับโลกนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจมากขึ้น นับเป็นตัวอย่างของธุรกิจประเภทการบริการที่มีคุณภาพสูงของญี่ปุ่นซึ่งได้รับการยอมรับ และทาง JETRO เองก็อยากจะสนับสนุนให้บริษัทที่น่าจะมีความเป็นไปได้แบบนี้ มีโอกาสได้รับความสำเร็จในต่างประเทศ

ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้มีการเข้าไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าว่าในปี 2020 จะมีการลงทุนโดยตรงกับประเทศญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 35 ล้านล้านเยน สำหรับเราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแผนการนั้น จึงเน้นการสนับสนุนบริษัทที่ต้องการไปลงทุนที่ญี่ปุ่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะธุรกิจ 3 ประเภท คือ การบริการ การท่องเที่ยว และพลังงานหมุนเวียนที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งธุรกิจทั้ง 3 ประเภทนี้ต่างก็เป็นจุดแข็งของธุรกิจของไทยที่น่าจับตามอง

เหตุผลที่นักลงทุนจากประเทศไทยไปลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

ที่เป็นไปได้ก็คือภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเริ่มที่จะหันไปมองต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่ายังมีบางส่วนของไทยที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ผมมองว่าบริษัทชั้นนำของไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วก็ค่อนข้างมีความสามารถในการแข่งขันมากกว่า และประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงวัยและอัตราเด็กเกิดน้อย การวางแผนออกไปลงทุนนอกประเทศจึงเป็นกระแสที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เดิมจากที่มีการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ก็หันมามองการลงทุนที่ญี่ปุ่นหรือประเทศตะวันตกแทน เนื่องจากมีการสั่งสมความสามารถมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ทางเราก็ต้องอ่านกระแสนี้ให้ขาดและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป

ทำหน้าที่เป็นออแกไนเซอร์งาน ThaiFex 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก