BAMBiNi ViLLAーคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อการเรียนรู้ที่สามารถ “สนุกกันได้ทั้งครอบครัว”

คอมมูนิตี้มอลล์เพื่อการเรียนรู้ที่สามารถ “สนุกกันได้ทั้งครอบครัว”

CEO
Napawong Snidvongs na Ayuthaya (Waan)
ณพวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา


เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2019 ที่ผ่านมา “BAMBiNi ViLLA (แบมบินี วิลล่า)” คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานครได้ถือกำเนิดขึ้น สถานที่แฮงก์เอาท์ใหม่แห่งนี้เรียกได้ว่าตั้งอยู่บนทำเลทอง เพราะสามารถเข้าถึงได้จากซอยสุขุมวิท 26 และถนนพระราม 4 และในครั้งนี้เราจะมาสัมภาษณ์คุณณพวงศ์ คุณแม่ลูก 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น CEO ของแบมบินี วิลล่า เกี่ยวกับแนวคิดในการก่อตั้งสถานที่แห่งนี้กัน

เข้าสู่เดือนที่ 2 แล้วนับตั้งแต่เปิดให้บริการ

ใช่แล้วค่ะ ต้องขอบคุณลูกค้าที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่พาเด็กๆ มาที่นี่เป็นอย่างมากเลย รวมถึงชาวญี่ปุ่นเองก็มาที่นี่กันไม่น้อยเลยค่ะ

แต่เดิมทางตระกูลของเรา (ตระกูลเก่าแก่ของเมืองไทย สืบเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5) มีที่ดินในซอยสุขุมวิท 26 อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์รวมร้านอาหารอร่อยอย่าง “A-SQUARE” สถานที่แช่ออนเซ็นแบบญี่ปุ่นอย่าง “Yunomori Onsen” รวมไปถึงคอมมูนิตี้มอลล์ตรงถนนพระราม 4 อย่าง “สวนเพลิน มาร์เก็ต” ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นธุรกิจของครอบครัวเราทั้งสิ้นค่ะ หลังจากที่ดิฉันจบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้ว ก็ได้เข้าทำงานเกี่ยวกับการเงิน ในสถาบันการเงินมาก่อน

แต่หลังจากที่แต่งงานและให้กำเนิดลูกชาย ก็รู้สึกว่าเราอยากจะใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากๆ จึงเกิดความคิดว่าอยากจะเปิด “แบมบินี วิลล่า” ขึ้นมา ในกรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะแยกพื้นที่ของผู้ใหญ่และเด็กไว้อย่างชัดเจน เราเลยรู้สึกว่าอยากจะสร้างพื้นที่ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เวลาร่วมกับลูกๆ ได้โดยไม่มีอะไรมาแบ่งกั้นค่ะ ในตอนนี้ลูกชายของดิฉันทั้งสองคน คนหนึ่งอายุ 4 ขวบ และอีกคนอายุ 7 ขวบแล้ว ในที่สุดก็สามารถทำฝันให้เป็นจริงได้แล้วค่ะ

เป็นสถานที่ที่โปร่งและดูสดใสมากเลยนะคะ

โครงการ “แบมบินี วิลล่า” มีทั้งหมด 2 ชั้นด้วยกัน มีพื้นที่ทั้งหมด 4,000 ตารางเมตร ด้านในอาคารประกอบไปด้วย 4 ส่วนใหญ่ๆ แบ่งเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ร้านเสริมสวยและร้านเพื่อสุขภาพ และโรงเรียนเสริมความรู้ต่างๆ โดยมีคีย์เวิร์ดที่สำคัญคือ “Family (ครอบครัว)” “Activity(กิจกรรม)” “Park(สวนหย่อมและสนามเด็กเล่น)” แต่เราไม่ได้ออกแบบที่นี่ให้เป็นเหมือนคอมมูนิตี้มอลล์ทั่วๆ ไป เพราะเราอยากจะให้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้ปกครองและเด็กๆ สามารถมาใช้เวลาร่วมกันได้ อยากให้เป็นที่ที่เด็กๆ สามารถมาเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ

นอกจากห้องเรียน และเป็นสนามเด็กเล่นที่สามารถผ่อนคลายไปพร้อมๆ กันได้ ตอนที่ไปเที่ยวต่างประเทศกับลูกๆ เราประทับใจมากว่าที่ต่างประเทศเขามีสวนสาธารณะเยอะมาก แตกต่างจากในบ้านเราที่มีจำนวนน้อยและสถานที่สำหรับเล่นสนุกของเด็กๆ ก็แทบไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเราจึงอยากให้คอมมูนิตี้มอลล์ของเราแห่งนี้เป็นที่สำหรับให้เด็กๆ ได้มารวมตัวกัน เกิดเป็นกลุ่มสังคมของคนยุคใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ

ธีมในการดีไซน์อาคารของเราคือ “White Box of Dream (กล่องขาวแห่งความฝัน)” เปรียบเสมือนจิตใจของเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์ เราเลยใช้สีขาวมาเป็นสีหลักของโครงการเพื่อสื่อถึงความสดใสและความบริสุทธิ์นั่นเองค่ะ ด้านในของอาคารจะมีพื้นที่กว้างขวางให้เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นสนุกกันได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมีเครื่องเล่นต่างๆ จัดเตรียมเอาไว้ด้วย นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ เรายังติดตั้งเบาะกันกระแทกที่พื้นบริเวณสนามเด็กเล่น การเลือกเครื่องเล่นเราก็เลือกที่ทำจากไม้เพราะมีความปลอดภัยมากกว่าวัสดุอื่น ในการออกแบบอาคารเรายังคำนึงถึงการใช้รถเข็นเด็กด้านในอาคารด้วย เราจึงให้มีการสร้างพื้นลาดที่บริเวณทางเข้า มีลิฟต์เชื่อมระหว่างชั้น1 และ ชั้น2 เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้นำรถเข็นเข้ามาได้อย่างสะดวกที่สุดค่ะ

ตอนนี้มีร้านค้าเปิดให้บริการประมาณ 20 ร้านแล้ว

นอกจากจะมีโรงเรียนเสริมพิเศษสำหรับเด็กหลากหลายประเภท อย่างภาษาอังกฤษ ดนตรี หรือศิลปะแล้ว เรายังมีร้านค้าที่คอยอำนวยความสะดวกสบายให้กับคุณแม่ระหว่างรอเด็กๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านทำเล็บ คลินิกเสริมความงาม คลาสเรียนโยคะหรือเบลลี่แดนซ์ รวมถึงร้านกาแฟต่างๆ เป็นต้น เพราะเราเองก็อยากจะให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลาส่วนตัวอย่างที่ตัวเองต้องการในช่วงที่เด็กๆ ไม่อยู่บ้าง

สำหรับโรงเรียนเสริมทักษะที่เราอยากจะแนะนำก็คือ โรงเรียนสอนศิลปะรูปแบบใหม่จากประเทศฟินแลนด์ “Arkki” ที่มาเปิดสาขาที่ไทยเป็นที่แรก จุดเด่นของโรงเรียนแห่งนี้คือเน้นการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กๆ แบบไร้ขีดจำกัด ด้วยหลักสูตรที่เน้นความสนุกสนานผ่านการคิดค้นและค้นหาสิ่งใหม่ๆ ภายใต้ธีม “Creative Education” เด็กๆ สามารถเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ 4 ปี ไปจนถึง 19 ปี สามารถเลือกเรียนได้หลากหลายแขนงตามความชอบของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปนิก หรือแฟชั่น บอกเลยว่าหลักสูตรแบบนี้ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อนแน่นอน

แผนการต่อจากนี้คืออะไร

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคือการมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ และทุกคนในครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันเราเองก็อยากจะสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์กับสังคมด้วย เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเราได้จัดงานเพื่อการกุศลกับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Foundation) รายได้ทั้งหมดเราบริจาคให้กับทางมูลนิธิเพื่อส่งต่อให้กับเด็กด้อยโอกาส

นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์ให้ทั้งครอบครัวสามารถมาร่วมสนุกกันได้ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เราจัดให้มีกิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ อย่างเช่นคลาสเรียนเต้น กิจกรรมปลูกต้นไม้ เป็นต้น ต่อไปก็อยากจะเพิ่มกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาอีกเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้มีความสุขร่วมกันทั้งครอบครัวค่ะ

การใช้เวลาในวันหยุดกับลูกชายทั้งสองคนคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณหวาน

02-090-1999
18 Soi Athakravi 1, Sukhumvit 26 Rd., Bangkok 10110
www.bambinivilla.com