Resona Bank

“เป็นประเทศที่กำลังเติบโตและมีตัวเลือกทางธุรกิจมากขึ้น”

Resona Group เป็นบริษัทที่มีธนาคาร Resona, ธนาคาร Saitama Resona, ธนาคาร Kinki Osaka อยู่ในเครือ
โดยเราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้อำนวยการคุณฮิเดยูกิ ยางิ กองทัพแถวหน้าของธนาคาร Resona ที่มีเป้าหมายในการเป็นแบ็คอัพให้กับธุรกิจคู่ค้าให้ตรงกับความต้องการของคู่ค้าเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งเขาได้เล่าเรื่องย้อนหลังไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

ผู้อำนวยการสำนักงานในกรุงเทพฯ

Yagi Hideyuki
ประวัติ
เกิดปี 1969 ที่จังหวัดเกียวโต สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยริทสึเมกัง
เข้าทำงานปี 1992 ถึงปัจจุบัน
คติประจำใจ : การพบเจอมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต
งานอดิเรก : ตีกอล์ฟ
นาฬิกาข้อมือที่ใช้ประจำ : OMEGA
กระเป๋าที่ใช้ประจำ : TUMI
กิจกรรมในวันหยุด : เล่นกอล์ฟ
รถยนต์บริษัทหรือรถยนต์คันโปรด : โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ (รถยนต์บริษัท)

ได้ยินว่ามาทำงานที่ไทยเป็นครั้งที่ 2 แล้ว
ตอนที่มาทำงานครั้งแรกอยู่ในช่วงปี 1995-1996 โดยมาในฐานะผู้ฝึกงาน (Trainee) เป็นเวลา 1 ปี สมัยนั้นเป็นชื่อธนาคาร Daiwa
ในปี 2014 ก็ย้ายมาทำงานที่ไทยอีกครั้ง ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานกรุงเทพ ที่มีภารกิจสำคัญที่จะทำให้สาขาเจริญก้าวหน้าขึ้นไป สำนักงานที่ไทยถ้านับตั้งแต่สมัยที่ใช้ชื่อเก่าจนถึงปัจจุบันก็มีประวัติความเป็นมาประมาณ 30 ปีแล้ว มีจำนวนลูกค้ามากกว่า 1,200 บริษัท ยังมีพนักงานจากธนาคารคู่ค้าถูกส่งมาจากญี่ปุ่นประจำเพิ่ม 3 คน รวมเป็น 5 คน แต่ก็ยังไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ซึ่งทางธนาคารก็กำลังหาแนวทางค่อยๆ ปรับปรุงกันอยู่
ในแต่ละวันจะมีลูกค้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการขยายตลาดในประเทศไทยหรือการจัดหาเงินทุนเป็นจำนวนมาก การจัดหาเงินทุนนั้น ขั้นตอนการให้คำปรึกษาไปจนถึงขั้นตอนการโยกย้ายจะทำผ่านธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นธนาคารคู่ค้า แต่ข้อได้เปรียบคือเราจะได้ผลประโยชน์มากมายจากเครือข่ายธนาคารท้องถิ่นรายใหญ่

แต่ไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดีเลย
โดยทั่วไป ไทยโดนกล่าวหาว่าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดีเลย แต่ถ้าเทียบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น 25 ปีที่ผ่านมานี้ ผมว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่นัก แล้วยังเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ในเรื่องของการรวมพลังและการเติบโตเสียอีกด้วย
ถึงแม้ว่าการขยายเงินลงทุนจากต่างประเทศและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วก็กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ในประเทศไทยนั้น ถ้าเป็นส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตมีการเจริญเติบโตมาก แต่ในเรื่องของการให้บริการยังมีส่วนที่ขาดอยู่มาก ซึ่งโอกาสที่จะได้ทำธุรกิจนั้นมีอยู่ โดยในปัจจุบันถ้าพูดถึงบริษัทญี่ปุ่นนั้น ธุรกิจค้าขายหรือก่อสร้างที่มาทำธุรกิจในไทยมีเพิ่มขึ้น กล่าวคือมูลค่าตลาดแพงขึ้น จุดยุทธศาสตร์จึงเปลี่ยนจากธุรกิจอุตสาหกรรมมาเป็นธุรกิจค้าขาย

มีความเป็นไปได้แค่ไหน
มีพอสมควร ร่วมไปถึงการขับเคลื่อนของไทยที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นก็เช่นกัน
เพราะธุรกิจที่ไทยเป็นจุดศูนย์กลางใน ASEAN ที่ขยายขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าไทยจะเป็นประเทศที่สามารถขับเคลื่อนในการทำธุรกิจได้ ดังนั้น
เราจึงสามารถมองหาความเป็นไปได้ที่มีความหลากหลาย เพราะความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบริษัทและกลยุทธ์ของธุรกิจ
ไม่มีพื้นที่ไหนที่มีตัวเลือกในการทำธุรกิจมากกว่าที่ไทยอีกแล้ว ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เป็นนัย จะเห็นว่ามีลูกค้าของญี่ปุ่นที่เปิดโรงเรียนมัธยมต้นเอกชนสำหรับคนไทย เพราะที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำและคนชรามาก การรับนักเรียนเข้าโรงเรียนเอกชนจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เดิมทีทางโรงเรียนจะรับเด็กนักเรียนจากไทยด้วย ตอนนี้จึงตัดสินใจสร้างโรงเรียนมัธยมต้นที่ไทย ถ้าจบมัธยมต้นแล้วก็ให้ต่อมัธยมปลายที่ญี่ปุ่นได้เลย ปัจจุบันกำลังมีการมุ่งทดลองระบบใหม่คือหลังจากจบมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น ก็มีตัวเลือกสำหรับผู้ที่อยากจะกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไทยได้ด้วย และเพื่อลดปัญหาก้าวกระโดดของนักเรียนนอก ผมจึงบอกกับทางเซลล์ที่อยู่ญี่ปุ่นว่า ถ้าไม่มองแบบลำเอียง ที่ๆ เราสามารถทำธุรกิจได้คือประเทศไทยนี่แหละ

หลังจาก 18 ปีที่ได้กลับมา รู้สึกว่าไทยเปลี่ยนไปมาก
รู้สึกได้ว่าคุณภาพของคนมีฐานะเปลี่ยนไป คนฐานะปานกลางเพิ่มมากขึ้น สิ่งก่อสร้างและการแต่งกายของผู้คนที่เห็นในเมืองดูมีราคามากขึ้น ในฐานะคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทย สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ไทยแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง บอกตามตรงว่าตอนที่ย้ายมาทำงานที่นี่ครั้งแรก ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่ มีบางครั้งที่รู้สึกอยากกลับญี่ปุ่น เพราะตอนนั้นไม่มีทั้งโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ญี่ปุ่นก็ดูไม่ได้ ไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่มี BTS ถึงแม้จะพักอยู่แถวสีลมก็ใช่ว่าจะได้ไปเที่ยวแถวทองหล่อหรือแถวสุขุมวิทได้

เริ่มมองเห็นการพัฒนาแล้ว
การที่จะมีโอกาสที่จะได้สัมผัสช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเติบโตอย่างสูงสุดแบบรุ่นพี่นั้นไม่ค่อยจะมีโอกาสมากนัก แต่โดยส่วนตัว ประสบการณ์แบบนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินอันมีค่ามหาศาล เรามีพนักงานที่คอยหนุนหลังกันมา 30 ปี เป็นธรรมดาที่ในฐานะผู้บริหารระดับสูงแล้ว จะมีเรื่องกังวลใจบ้าง แต่นั่นก็คือความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง ในประเทศไทยเราไม่สามารถเอาชนะคนไทยได้ เพราะอย่างนั้นเราจึงต้องสร้างบุคลากร ‘Resona เมืองไทย’ ขึ้นมาให้ได้ ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 3 ปี แต่ไม่รู้สึกเสียแรงที่จะทำต่อไปเลย

ส่งมาสคอตของบริษัท ‘แมว Reso-nya’ และอาสาสมัครเข้าร่วมงานอีเว้นท์ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ